วิตามินเค 2 (Menaquinone) เป็นวิตามินเคชนิดหนึ่งที่ ทำงานร่วมกับโปรตีนในกระดูกชื่อออสทีโอแคลซิน ซึ่งทำหน้าที่จับแคลเซียมเข้าสู่โครงสร้างกระดูก จึงมักถูกพูดถึงคู่กับแคลเซียมและวิตามินดี วิตามินเค 2 พบมากในอาหารหมักอย่างนัตโตะ รวมถึงชีส ไก่ และเนื้อวัว ส่วนวิตามินเค 1 พบมากในผักใบเขียว บทความนี้อธิบายความต่างของเค 1 กับเค 2 ข้อมูลงานวิจัยเรื่องกระดูก ปริมาณที่ควรได้รับ และข้อควรระวังสำคัญเรื่องยาละลายลิ่มเลือด และท้ายบทความมีการใช้ความรู้นี้ดู UNC Calcium C D3 และ UNC Calcium Plus ที่มีวิตามินเค 2 อยู่ในสูตร
สรุปสั้นๆ
- วิตามินเคมี 2 แบบหลักในอาหาร: เค 1 จากผักใบเขียว และเค 2 จากอาหารหมักและอาหารจากสัตว์
- วิตามินเค 2 ทำงานร่วมกับโปรตีนออสทีโอแคลซิน ที่ช่วยจับแคลเซียมเข้ากระดูก
- นัตโตะเป็นแหล่งวิตามินเค 2 ชนิด MK-7 ที่สูงมาก ราว 800–900 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
- ผู้ใหญ่ควรได้วิตามินเควันละ 120 ไมโครกรัม (ผู้ชาย) และ 90 ไมโครกรัม (ผู้หญิง) ยังไม่มีค่าแนะนำแยกสำหรับเค 2
- งานวิจัยเรื่องวิตามินเค 2 กับกระดูกมีแนวโน้มน่าสนใจ แต่ผลยังไม่ตรงกันทุกงาน
- ผู้ที่ทานยาวาร์ฟาริน ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนปริมาณวิตามินเคจากอาหารหรืออาหารเสริม
- ดูตัวอย่างการใช้ความรู้นี้กับ UNC Calcium C D3 และ Calcium Plus ได้ในหัวข้อท้ายบทความ
วิตามินเคคืออะไร มีกี่แบบ
ข้อมูลจาก NIH Office of Dietary Supplements ระบุว่าวิตามินเคเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องใช้ ในการแข็งตัวของเลือดและการดูแลกระดูก วิตามินเคในอาหารแบ่งได้เป็น 2 แบบหลัก
| ชนิด | สิ่งที่ควรรู้ |
|---|---|
| วิตามินเค 1 Phylloquinone |
พบมากในผักใบเขียว สาหร่าย และน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง บทบาทหลักคือมีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือด |
| วิตามินเค 2 Menaquinone เช่น MK-4, MK-7 |
MK-4 ร่างกายเปลี่ยนจากเค 1 ได้บางส่วน ส่วน MK-7 ได้จากการหมักของแบคทีเรีย พบมากในนัตโตะ และพบในชีส ไก่ เนื้อวัว และผักดอง |

วิตามินเค 2 เกี่ยวกับกระดูกอย่างไร
ทำงานคู่กับโปรตีนออสทีโอแคลซิน
บทความการศึกษาต่อเนื่องของสภาเภสัชกรรม เขียนโดยคณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร อธิบายว่าในกระดูกมีโปรตีนชื่อ ออสทีโอแคลซิน ซึ่งต้องถูกกระตุ้นโดยเอนไซม์ที่ ใช้วิตามินเค 2 เป็นตัวช่วย เมื่อออสทีโอแคลซินถูกกระตุ้นแล้วจึงจับแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้ ถ้าวิตามินเค 2 ไม่พอ จะพบออสทีโอแคลซินที่ยังไม่ถูกกระตุ้นในเลือดมากขึ้น
ทำงานเป็นทีมกับแคลเซียมและวิตามินดี
แต่ละตัวทำหน้าที่ต่างกัน แคลเซียม เป็นวัตถุดิบหลักของกระดูก วิตามินดี มีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร ส่วน วิตามินเค 2 เกี่ยวข้องกับการใช้แคลเซียมในกระดูก ดังนั้นการดูแลกระดูกจึงไม่ควรดูแค่ตัวใดตัวหนึ่ง (อ่านเรื่องวิตามินดีใน วิตามินดีได้จากไหน? คนไทยขาดวิตามินดีได้ไหม)
ตัวอย่างจาก UNC Calcium C D3: หน้าสินค้าระบุว่าใน 1 แคปซูลมีแคลเซียมจากกระดูกปลาทะเล 300 มก. ร่วมกับ วิตามินเค 2 (Menaquinone-7) วิตามินดี 3 และแมกนีเซียม 60 มก. ดูรายละเอียดฉลากที่ หน้า UNC Calcium C D3 ควรรับประทานตามวิธีที่ระบุบนฉลาก ไม่เหมาะสำหรับผู้แพ้อาหารทะเล
งานวิจัยว่าอย่างไร
บทความของ ม.ศิลปากร รวบรวมงานวิจัยหลายชิ้น เช่น การให้วิตามินเค 2 ชนิด MK-7 ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนต่อเนื่อง 1–3 ปี พบว่าความหนาแน่นกระดูกดีขึ้นหรือลดลงช้ากว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างไรก็ตาม NIH ระบุว่า บางงานวิจัยพบผลดี แต่บางงานไม่พบ และยังต้องศึกษาเพิ่ม จึงควรมองวิตามินเค 2 เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลกระดูกโดยรวม ไม่ใช่ตัวช่วยเดี่ยวๆ
ควรได้รับวิตามินเควันละเท่าไร
| กลุ่ม | ปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน |
|---|---|
| ผู้ชาย 19 ปีขึ้นไป | 120 ไมโครกรัม |
| ผู้หญิง 19 ปีขึ้นไป | 90 ไมโครกรัม |
ตัวเลขนี้เป็น วิตามินเครวม ตามค่าของสหรัฐฯ ซึ่งไทยใช้ค่าเดียวกัน ส่วน วิตามินเค 2 ยังไม่มีค่าแนะนำแยกออกมา สำหรับคนส่วนใหญ่ที่กินผักใบเขียวเป็นประจำ มักได้วิตามินเค 1 เพียงพออยู่แล้ว
วิตามินเค 2 ได้จากอาหารอะไรบ้าง
1. นัตโตะ และอาหารหมักจากถั่วเหลือง
นัตโตะ หรือถั่วเหลืองหมักแบบญี่ปุ่น เป็นแหล่งวิตามินเค 2 ชนิด MK-7 ที่สูงมาก ราว 800–900 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีของญี่ปุ่น
2. ชีส ไก่ และเนื้อวัว
มีวิตามินเค 2 ปานกลาง กินร่วมกับอาหารอื่นได้ทุกวัน แต่ควรเลือกชีสปริมาณพอดีเพราะมีไขมันและโซเดียม ส่วนเนื้อหมูและปลาแซลมอนมีวิตามินเค 2 ค่อนข้างน้อย
3. ผักดองและอาหารหมักอื่นๆ
อาหารที่ผ่านการหมักด้วยแบคทีเรียอย่างกะหล่ำปลีดองมีวิตามินเค 2 อยู่บ้าง ข้อควรระวังคือมักมีเกลือสูง ควรกินพอประมาณ
4. อย่าลืมวิตามินเค 1 จากผักใบเขียว
ผักโขม คะน้า บรอกโคลี และผักใบเขียวเข้มอื่นๆ เป็นแหล่งวิตามินเค 1 ที่หาง่าย และร่างกายเปลี่ยนเป็นเค 2 ชนิด MK-4 ได้บางส่วน คะน้ายังเป็นแหล่งแคลเซียมด้วย (ดู อาหารไทยแคลเซียมสูง หาง่ายในชีวิตประจำวัน)

ข้อควรระวัง
- ผู้ที่ทานยาวาร์ฟาริน (Warfarin) NIH เตือนว่าวิตามินเคมีปฏิกิริยาสำคัญกับยานี้ ควรได้วิตามินเคจากอาหารและอาหารเสริมในปริมาณใกล้เคียงกันทุกวัน และ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มหรือหยุดผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินเค
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสริม
- ชีสและผักดองบางชนิดมีโซเดียมสูง ผู้ที่ต้องคุมความดันควรกินพอประมาณ
- อย่าทานผลิตภัณฑ์เสริมหลายชนิดที่มีวิตามินเคซ้ำกัน ให้ดูฉลากรวมกันก่อน
- ถ้ามีความเสี่ยงเรื่องกระดูก เช่น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนหรือผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจความหนาแน่นกระดูก (อ่านเพิ่มใน กระดูกพรุน รู้ทันก่อนสาย)
ใช้ความรู้นี้ ดู UNC Calcium C D3 และ Calcium Plus
UNC เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากนวัตกรรมของคนไทย ก่อตั้งโดย ดร.เกยูร โชคล้ำเลิศ ผู้พัฒนาแคลเซียมจากก้างปลาที่ได้รับเหรียญทอง iENA 2022 ประเทศเยอรมนี ผลิตโดย บริษัท ยู้ ฟิชบอล จำกัด แคลเซียมของ UNC ทั้ง 2 สูตรมี วิตามินเค 2 (Menaquinone-7) และวิตามินดี 3 อยู่ในแคปซูลเดียวกับแคลเซียม
- ส่วนประกอบหลัก (ต่อ 1 แคปซูล): แคลเซียมจากกระดูกปลาทะเล 300 มก. วิตามินเค 2 (Menaquinone-7) วิตามินดี 3 วิตามินซี 60 มก. แมกนีเซียม 60 มก. ซิงค์ โบรอน
- วิธีทาน: หลังอาหารเช้า ครั้งละ 1–2 แคปซูล ตามวิธีที่ระบุบนฉลาก
- บรรจุ: 60 แคปซูล ราคา 1,390 บาท
- เลข อย.: 10-1-16860-5-0043
- คำเตือน: ไม่เหมาะสำหรับผู้แพ้อาหารทะเล รับประทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เด็กควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องปริมาณที่เหมาะสม
- ส่วนประกอบหลัก (ต่อ 1 แคปซูล): แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (แคลเซียม 650 มก.) วิตามินเค 2 (Menaquinone-7) วิตามินดี 3 แมกนีเซียม 100 มก. คอลลาเจนไตรเปปไทด์จากปลาทะเล 50 มก. กระดูกอ่อนปลาฉลาม 90 มก.
- วิธีทาน: วันละ 1 แคปซูล หลังอาหาร ตามวิธีที่ระบุบนฉลาก
- บรรจุ: 30 แคปซูล ราคา 1,290 บาท
- เลข อย.: 10-1-16860-5-0012
- คำเตือน: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ไม่เหมาะสำหรับผู้แพ้อาหารทะเล
ดูความต่างของทั้ง 2 สูตรได้ที่หน้า UNC Calcium เปรียบเทียบ 2 สูตร
เหมาะกับใคร
| ถ้าคุณต้องการ | สินค้าที่ตรงกว่า |
|---|---|
| แคลเซียมจากกระดูกปลาทะเล พร้อมวิตามินเค 2 วิตามินดี 3 และแมกนีเซียม ทานได้ทั้งครอบครัว | UNC Calcium C D3 ผู้ใหญ่ และเด็ก (ปรึกษาแพทย์เรื่องปริมาณ) |
| แคลเซียมต่อแคปซูลมากขึ้น พร้อมวิตามินเค 2 และคอลลาเจนไตรเปปไทด์ ทานวันละ 1 แคปซูล | UNC Calcium Plus สำหรับผู้ใหญ่ |
| ผู้ที่ทานยาวาร์ฟาริน | ทั้ง 2 สูตรมีวิตามินเค 2 ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน |
| ผู้ที่แพ้อาหารทะเล / เด็กและสตรีมีครรภ์ | ผู้แพ้อาหารทะเลไม่ควรรับประทานทั้ง 2 สูตร เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน Calcium Plus |
ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับคุณไหม สอบถามทีมงานได้ก่อนสั่งซื้อ
สอบถามทาง LINE ดูโปรโมชั่น UNC Calcium
ควรรับประทานตามวิธีที่ระบุบนฉลาก ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
คำถามที่พบบ่อย
UNC Calcium C D3 กับ Calcium Plus มีวิตามินเค 2 ไหม?
มีทั้ง 2 สูตร ฉลากระบุเป็นวิตามินเค 2 ชนิด Menaquinone-7 อยู่ในแคปซูลเดียวกับแคลเซียมและวิตามินดี 3 Calcium C D3 รับประทานหลังอาหารเช้า ครั้งละ 1–2 แคปซูล ส่วน Calcium Plus รับประทานวันละ 1 แคปซูล หลังอาหาร ควรรับประทานตามวิธีที่ระบุบนฉลาก ผู้แพ้อาหารทะเลไม่ควรรับประทาน และผู้ที่ทานยาวาร์ฟารินต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
MK-4 กับ MK-7 ต่างกันอย่างไร?
เป็นวิตามินเค 2 ทั้งคู่ MK-4 ร่างกายเปลี่ยนจากวิตามินเค 1 ได้บางส่วนและพบในอาหารจากสัตว์ ส่วน MK-7 ได้จากการหมักของแบคทีเรีย พบมากในนัตโตะ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดเลือกใช้ MK-7
กินผักใบเขียวเยอะ ยังต้องสนใจวิตามินเค 2 ไหม?
ผักใบเขียวให้วิตามินเค 1 ซึ่งร่างกายเปลี่ยนเป็นเค 2 ได้บางส่วน คนที่กินผักและอาหารหลากหลายเป็นประจำมักได้วิตามินเคพอ ส่วนการเสริมเค 2 ยังไม่มีค่าแนะนำแยกออกมา ถ้าไม่แน่ใจให้ปรึกษาเภสัชกร
ทานวิตามินเค 2 พร้อมแคลเซียมได้ไหม?
ได้ และหลายสูตรผสมมาด้วยกันอยู่แล้ว เพราะสารอาหารทั้งสองเกี่ยวข้องกับกระดูก สิ่งที่ต้องระวังคือผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด และการทานหลายผลิตภัณฑ์ซ้อนกันจนได้แคลเซียมเกินปริมาณที่แนะนำต่อวัน (ดู แคลเซียมควรได้รับวันละเท่าไร)
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- NIH Office of Dietary Supplements: Vitamin K – Fact Sheet for Consumers
- สภาเภสัชกรรม (บทความโดยคณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร): บทบาทของวิตามินเค-2 ต่อความแข็งแรงของกระดูก
- MedlinePlus, U.S. National Library of Medicine (NIH): Vitamin D
บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือใช้ยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรกินอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
ภาพประกอบ: chiara conti และ Centre for Ageing Better / Unsplash, อินโฟกราฟิกจัดทำโดย UNC HEALTH จากข้อมูล NIH และคณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร
