แอสตาแซนธินคืออะไร? ได้จากอาหารอะไร งานวิจัยว่าอย่างไร พร้อมดู UNC I Care และ UNC AVA

เนื้อปลาแซลมอนสดสีส้มแดง ภาพปกบทความแอสตาแซนธินคืออะไร

แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) คือสารสีแดงส้มในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่สร้างโดยสาหร่ายขนาดเล็กอย่าง Haematococcus pluvialis แล้วส่งต่อไปตามห่วงโซ่อาหารสู่กุ้งและปลาแซลมอน คนจึงรู้จักสารนี้จากอาหารทะเลและจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บทความนี้อธิบายว่าแอสตาแซนธินคืออะไร ได้จากอาหารอะไร งานวิจัยเรื่องผิวและดวงตาพูดว่าอย่างไร ปริมาณที่มีการประเมินความปลอดภัย และสิ่งที่ต้องระวัง และท้ายบทความมีการใช้ความรู้นี้ดู UNC I Care และ UNC AVA ที่มีแอสตาแซนธินอยู่ในสูตร

สรุปสั้นๆ

  • แอสตาแซนธินเป็นแคโรทีนอยด์สีแดงส้ม อยู่ในกลุ่มเดียวกับลูทีนและซีแซนทีน และไม่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย
  • ต้นทางสำคัญคือสาหร่าย Haematococcus pluvialis พบในปลาแซลมอน กุ้ง และสัตว์ทะเลที่กินสาหร่ายต่อกันมา
  • ปลาแซลมอน 200 กรัม ให้แอสตาแซนธินราว 1–7 มก. ขึ้นกับชนิดและแหล่งของปลา
  • งานวิจัยในคนเรื่องผิวพบผลด้านความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น แต่ไม่พบผลชัดเจนเรื่องความลึกของริ้วรอย และยังเป็นงานขนาดเล็ก
  • EFSA ประเมินว่า 8 มก. ต่อวันจากอาหารเสริมรวมกับอาหารปกติ ปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่
  • เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ทานยาประจำ ไม่ควรเริ่มเสริมเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • ดูตัวอย่างการใช้ความรู้นี้กับ UNC I Care และ UNC AVA ได้ในหัวข้อท้ายบทความ

แอสตาแซนธินคืออะไร

รีวิวในวารสาร Nutrients ปี 2018 อธิบายว่าแอสตาแซนธินเป็น แคโรทีนอยด์ชนิดแซนโทฟิลล์ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับลูทีนและซีแซนทีน สีแดงส้มของมันคือเหตุผลที่เนื้อปลาแซลมอนมีสีส้มแดง ถ้าคุณเคยอ่านเรื่อง ลูทีนและซีแซนทีน มาแล้ว แอสตาแซนธินก็คือญาติใกล้ชิดในตระกูลเดียวกัน

เรื่องที่ควรรู้ คำอธิบาย
กลุ่มสาร แคโรทีนอยด์ ชนิดแซนโทฟิลล์
สี แดงส้ม เป็นสารสีตามธรรมชาติ
ความต่างจากเบต้าแคโรทีน ไม่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย
แหล่งธรรมชาติ สาหร่ายขนาดเล็ก แบคทีเรียและยีสต์บางชนิด แล้วสะสมในกุ้งและปลาแซลมอน
การดูดซึม ไขมันในอาหารช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น
อินโฟกราฟิกแสดงที่มาของแอสตาแซนธินจากสาหร่าย ส่งต่อไปยังกุ้ง เคย และปลาแซลมอนตามห่วงโซ่อาหาร
แอสตาแซนธินเริ่มจากสาหร่าย แล้วส่งต่อตามห่วงโซ่อาหารสู่กุ้ง เคย และปลาแซลมอน

แอสตาแซนธินได้จากอาหารอะไรบ้าง

1. สาหร่าย Haematococcus pluvialis

สาหร่ายขนาดเล็กชนิดนี้เป็นต้นทางที่รู้จักกันดี เพราะสะสมแอสตาแซนธินได้มาก จึงเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตเชิงอุตสาหกรรม เราไม่ได้กินสาหร่ายชนิดนี้เป็นอาหารประจำวัน แต่จะเห็นชื่อนี้บนฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้สารสกัดจากสาหร่าย

ตัวอย่างจาก UNC I Care: ฉลากระบุ สารสกัดจากสาหร่ายฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส ให้แอสตาแซนธิน 6 มก. ต่อแคปซูล ดูรายละเอียดที่ หน้า UNC I Care ควรรับประทานตามวิธีที่ระบุบนฉลาก เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา

2. ปลาแซลมอน

ปลาแซลมอนเป็นแหล่งจากอาหารที่พูดถึงกันมาก รีวิวเดียวกันรายงานว่าปลาแซลมอนโดยทั่วไปมีแอสตาแซนธินราว 3–37 มก. ต่อเนื้อปลา 1 กิโลกรัม หรือประมาณ 1–7 มก. ต่อ 200 กรัม ปริมาณต่างกันมากตามชนิดและแหล่งของปลา ปลาแซลมอนจึงเป็นทั้งแหล่งแอสตาแซนธินและแหล่งไขมันโอเมก้า 3 ที่กินได้เป็นมื้ออาหารปกติ

3. กุ้ง เคย และสัตว์ทะเลอื่นๆ

สัตว์ทะเลที่กินสาหร่ายและแพลงก์ตอนจะสะสมแอสตาแซนธินไว้ในร่างกาย จึงพบในกุ้งและสัตว์น้ำเปลือกแข็ง ส่วนปลาที่กินสัตว์เหล่านี้ก็ได้รับสารนี้ต่อไปด้วย

แอสตาแซนธินเกี่ยวกับร่างกายอย่างไร งานวิจัยว่าอะไรบ้าง

สารต้านอนุมูลอิสระ

โครงสร้างของแอสตาแซนธินทำให้จับอนุมูลอิสระได้ งานวิจัยในเซลล์ผิวหนังพบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเด่นกว่าแคโรทีนอยด์บางชนิด แต่สิ่งที่ควรรู้คือ ผลในเซลล์หรือในห้องปฏิบัติการไม่ได้แปลว่าจะเกิดผลเท่ากันในร่างกายคน ตัวเลขเปรียบเทียบแบบ “แรงกว่าวิตามินซีกี่เท่า” จึงควรอ่านอย่างมีสติ (อ่านภาพรวมใน สารต้านอนุมูลอิสระกับผิว ได้จากอาหารอะไร?)

ผิว: พบผลบางด้าน แต่ยังเป็นงานขนาดเล็ก

การวิเคราะห์รวมงานวิจัยในวารสาร Nutrients ปี 2021 รวม 8 งานแบบสุ่มเทียบกับยาหลอก มีผู้เข้าร่วมรวม 293 คน ทานแอสตาแซนธินวันละ 4–12 มก. เป็นเวลา 4–16 สัปดาห์ พบว่า ความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวดีกว่ากลุ่มยาหลอก แต่ ความลึกของริ้วรอยไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ ผู้วิจัยย้ำว่าผลยังเป็นเบื้องต้น เพราะแต่ละงานมีขนาดเล็ก ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงญี่ปุ่นสุขภาพดี และบางงานอาจมีผลประโยชน์ทางการค้าเกี่ยวข้อง

ตัวอย่างจาก UNC AVA: หน้าสินค้าระบุว่าใน 1 แคปซูลมีส่วนผสม 15 ชนิด รวมถึง สารสกัดจากสาหร่ายฮีมาโตคอกคัส (ให้แอสตาแซนธิน 6 มก.) คอลลาเจนไตรเปปไทด์ 650 มก. และวิตามินซี 60 มก. ซึ่งวิตามินซีมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนตามปกติของร่างกาย ดูรายละเอียดที่ หน้า UNC AVA ควรรับประทานตามวิธีที่ระบุบนฉลาก ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

ผู้หญิงผิวสดใสยืนท่ามกลางใบไม้ในแสงธรรมชาติ
การดูแลผิวเริ่มจากพื้นฐาน เช่น อาหารครบหมู่ การนอนหลับ และการกันแดด สารอาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่ง

ดวงตา: งานวิจัยในคนใช้จอยังมีจำกัด

งานวิจัยแบบสุ่มเทียบกับยาหลอกในวารสาร Journal of Clinical Biochemistry and Nutrition ปี 2023 ศึกษาผู้ใหญ่สุขภาพดี 60 คน ที่ทานแอสตาแซนธินวันละ 9 มก. นาน 6 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปมีค่าสายตาหลังใช้งานจอดีกว่ากลุ่มยาหลอกในบางค่าที่วัด แต่ไม่พบความต่างในกลุ่มอายุน้อยกว่า 40 ปี และในค่าอื่นๆ อีกหลายค่า ผลนี้จึงเป็นข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อสรุปว่าช่วยดวงตาได้ทุกคน ถ้าใช้จอทั้งวัน พื้นฐานที่ทำได้ทันทีคือพักสายตาตาม หลัก 20-20-20

ตัวอย่างจาก UNC I Care: นอกจากแอสตาแซนธิน 6 มก. แล้ว ฉลากยังระบุผงน้ำมันปลา 700 มก. สารสกัดจากบิลเบอร์รี 200 มก. สารสกัดจากดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติของลูทีนและซีแซนทีน และวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยในการมองเห็นตามปกติ ควรรับประทานตามวิธีที่ระบุบนฉลาก ผู้ที่เลือดแข็งตัวช้า หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือแอสไพริน ควรระวัง

ทานแอสตาแซนธินวันละเท่าไร

องค์การความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป (EFSA) ประเมินเมื่อปี 2020 โดยใช้ค่าปริมาณที่ได้รับต่อวันที่ยอมรับได้ (ADI) 0.2 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และสรุปผลแยกตามกลุ่มดังนี้ ตัวเลขนี้เป็นการประเมินความปลอดภัย ไม่ใช่ปริมาณที่ทุกคนต้องได้รับ

กลุ่ม ผลการประเมินของ EFSA (แอสตาแซนธิน 8 มก. ต่อวันจากอาหารเสริม รวมกับอาหารปกติ)
ผู้ใหญ่ ประเมินว่าปลอดภัย
วัยรุ่น 14 ถึงต่ำกว่า 18 ปี ถึงระดับ ADI พอดี
เด็ก 10 ถึงต่ำกว่า 14 ปี เกินระดับ ADI ราว 28%
ทารก 4–6 เดือน เกินระดับ ADI หลายเท่า

ถ้าทานผลิตภัณฑ์หลายตัวพร้อมกัน ให้รวมปริมาณจากทุกฉลาก เช่น UNC I Care และ UNC AVA ให้แอสตาแซนธินตัวละ 6 มก. ต่อแคปซูล หากทานทั้งคู่ในวันเดียวกันจะได้รวม 12 มก. ซึ่งมากกว่าระดับ 8 มก. ที่ EFSA ประเมินไว้ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

เลือกผลิตภัณฑ์แอสตาแซนธินอย่างไร

  • ดูปริมาณแอสตาแซนธินบนฉลาก ไม่ใช่ดูแค่น้ำหนักสารสกัด
  • ดูแหล่งที่มา รีวิวปี 2018 ระบุว่าแอสตาแซนธินในตลาดส่วนใหญ่ราว 95% เป็นแบบสังเคราะห์ การอ่านฉลากจึงช่วยให้รู้ว่ามาจากแหล่งใด
  • ดูเลขสารบบอาหาร (อย.) และนำไปตรวจสอบได้ (อ่านวิธีใน วิธีเช็กด้วยเลข อย. และฉลากกล่อง)
  • ดูคำเตือนบนฉลาก โดยเฉพาะเรื่องการแพ้

ข้อควรระวัง

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา รีวิวปี 2018 ระบุว่ายังไม่มีการรับรองการกล่าวอ้างทางสุขภาพของแอสตาแซนธินจาก EFSA หรือ FDA ของสหรัฐฯ
  • เด็ก ไม่ควรเสริมเองจากการประเมินของ EFSA ด้านบน ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ
  • ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
  • ผู้ที่ทานยาประจำ โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือแอสไพริน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะบางผลิตภัณฑ์มีน้ำมันปลาร่วมด้วย
  • ผู้ที่แพ้ปลาหรืออาหารทะเล ต้องอ่านฉลากทุกครั้ง และเลี่ยงอาหารที่แพ้

ใช้ความรู้นี้ ดู UNC I Care และ UNC AVA

UNC เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากนวัตกรรมของคนไทย ก่อตั้งโดย ดร.เกยูร โชคล้ำเลิศ ผู้พัฒนาแคลเซียมจากก้างปลาที่ได้รับเหรียญทอง iENA 2022 ประเทศเยอรมนี ผลิตโดย บริษัท ยู้ ฟิชบอล จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท ยูเอ็นซี โปรดักชั่น จำกัด UNC I Care และ UNC AVA เป็นสินค้าที่หน้าสินค้าระบุแอสตาแซนธินจากสาหร่ายฮีมาโตคอกคัส

UNC I Care

  • ส่วนประกอบหลัก (ต่อ 1 แคปซูล): ผงน้ำมันปลา 700 มก. สารสกัดจากบิลเบอร์รี 200 มก. สารสกัดจากดอกดาวเรือง สาหร่ายฮีมาโตคอกคัส (แอสตาแซนธิน 6 มก.) วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ ซิงค์ และทองแดง
  • วิธีทาน: วันละ 1 แคปซูล ตามวิธีที่ระบุบนฉลาก
  • บรรจุ: 30 แคปซูล ราคา 1,690 บาท
  • เลข อย.: 10-1-16860-5-0014
  • คำเตือน: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา ควรระวังในผู้ที่เลือดแข็งตัวช้า หรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือแอสไพริน

ดูรายละเอียด UNC I Care

UNC AVA Ceramide

  • ส่วนประกอบหลัก (ต่อ 1 แคปซูล): คอลลาเจนไตรเปปไทด์ 650 มก. วิตามินซี 60 มก. ไลโคปีน 60 มก. แอล-กลูตาไธโอน 60 มก. สารสกัดจากเปลือกสน 60 มก. สาหร่ายฮีมาโตคอกคัส (ให้แอสตาแซนธิน 6 มก.) รวม 15 ชนิด
  • วิธีทาน: วันละ 1 แคปซูล ก่อนอาหาร ตามวิธีที่ระบุบนฉลาก
  • บรรจุ: 30 แคปซูล ราคา 1,890 บาท
  • เลข อย.: 10-1-16860-5-0011
  • คำเตือน: ผู้ที่มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร หรือผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน

ดูรายละเอียด UNC AVA

เหมาะกับใคร

ถ้าคุณต้องการ สินค้าที่ตรงกว่า
ดูแลดวงตา ใช้สายตากับจอคอมพิวเตอร์และมือถือเป็นเวลานาน UNC I Care
แอสตาแซนธิน + ดอกดาวเรือง + น้ำมันปลา
ดูแลผิวพรรณจากภายใน UNC AVA
แอสตาแซนธิน + คอลลาเจนไตรเปปไทด์ + วิตามินซี
เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้แพ้ปลา ไม่ควรรับประทาน UNC I Care (ผู้แพ้ปลาห้ามใช้) ส่วน UNC AVA สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
ผู้ที่ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือแอสไพริน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน UNC I Care

ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับคุณไหม สอบถามทีมงานได้ก่อนสั่งซื้อ

สอบถามทาง LINE ดูโปรโมชั่น UNC I Care และ AVA

ควรรับประทานตามวิธีที่ระบุบนฉลาก ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

คำถามที่พบบ่อย

UNC I Care กับ UNC AVA มีแอสตาแซนธินเท่าไร?

หน้าสินค้าของทั้ง 2 ตัวระบุแอสตาแซนธิน 6 มก. ต่อ 1 แคปซูล จากสารสกัดสาหร่ายฮีมาโตคอกคัส UNC I Care รับประทานวันละ 1 แคปซูล ส่วน UNC AVA รับประทานวันละ 1 แคปซูล ก่อนอาหาร ควรรับประทานตามวิธีที่ระบุบนฉลาก UNC I Care ไม่ควรรับประทานในเด็กและสตรีมีครรภ์ และห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา

แอสตาแซนธินเป็นวิตามินไหม?

ไม่ใช่วิตามิน แต่เป็นสารสีในกลุ่มแคโรทีนอยด์ และต่างจากเบต้าแคโรทีนตรงที่ไม่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย

ทานพร้อมอาหารที่มีไขมันดีไหม?

งานวิจัยพบว่าไขมันในอาหารช่วยให้ดูดซึมแอสตาแซนธินได้ดีขึ้น แต่เมื่อทานเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรรับประทานตามวิธีที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์นั้น

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือใช้ยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรกินอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

ภาพประกอบ: Abstral Official และ Zulfugar Karimov / Unsplash, อินโฟกราฟิกจัดทำโดย UNC HEALTH จากข้อมูลใน Nutrients 2018